"คาร์บอนเครดิต" คืออะไร

 

"คาร์บอนเครดิต" คืออะไร

เพื่อให้ทุกประเทศทั่วโลกมีส่วนรับผิดชอบต่อการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในประเทศของตนและเพื่อให้การดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมเกิดขึ้นจริง จึงทำให้ "คาร์บอนเครดิต" กลายเป็นสินค้าตัวใหม่ในยุคโลกร้อน

พิธีสารเกียวโต (Kyoto Protocal) กำหนดให้ประเทศพัฒนาแล้วต้องลดประมาณการปล่อยก๊าซที่ทำให้เกิดปฏิกิริยาเรือนกระจก (Greenhouse Effect) มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2549 ประเทศที่ลงนาม เช่น สหภาพยุโรป แคนาดา ญี่ปุ่น หากประเทศเหล่านี้ไม่สามารถลดก๊าซเรือนกระจกประมาณ 5.2% ในปี 2551-2555 จะต้องจ่ายค่าปรับตามอัตราที่กำหนดไว้  “คาร์บอนเครดิต” จึงเป็นเครื่องมือสำคัญในพิธีสารเกียวโต (Kyoto Protocal) ที่นานาชาติร่วมกันจัดทำขึ้นตั้งแต่ปี 2540 ประเทศพัฒนาแล้ว 41 ประเทศ (Annex 1) ถูกกำหนดให้ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างน้อย 5% เมื่อเทียบกับปี 2533 ภายในปี 2555 ส่วนประเทศกำลังพัฒนาอีก 148 ประเทศ (Non-Annex 1) ยังไม่มีพันธะนี้ แต่ก็ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้โดยความสมัครใจ การผ่อนปรนให้ประเทศพัฒนาแล้วบรรลุพันธกรณีนี้ได้ง่ายขึ้น พิธีสารจึงกำหนดให้ประเทศพัฒนาแล้วสามารถสนับสนุนเทคโนโลยีสะอาดแก่ประเทศกำลังพัฒนาสามารถทำได้ผ่านกลไกการพัฒนาที่สะอาด (Clean Development Mechanism หรือ CDM) โดยดำเนินโครงการลดหรือเลิกการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา การช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในประเทศเหล่านั้น หรืออีกทางหนึ่งประเทศพัฒนาแล้วขอซื้อโควต้าคาร์บอน จากผู้ประกอบการในประเทศกำลังพัฒนาโดยตรงเพื่อนำปริมาณคาร์บอนที่พวกเขายังไม่ได้ใช้ ไปหักลบกับปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศตัวเอง โดยเป็นเสมือนเครดิตส่วนลดให้แก่ประเทศพัฒนานั้นๆ สามารถปล่อยก๊าซก่อภาวะเรือนกระจกที่ตนไม่สามารถลดการผลิตลงได้

สถานการณ์ "คาร์บอนเครดิต" ในประเทศไทย
ประเทศไทยได้ร่วมให้สัตยาบันในพิธีสารเกียวโต โดยอยู่ในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาที่ไม่ถูกบังคับให้มีพันธกรณีลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก แต่สามารถเข้าร่วมในตลาดคาร์บอนเครดิตได้ในฐานะผู้ผลิตคาร์บอนเครดิตจากการดำเนินโครงการกลไกการพัฒนาที่สะอาด (Clean Development Mechanism : CDM) สำหรับราคาซื้อขายนั้นตามแต่จะตกลงระหว่างผู้ซื้อ-ผู้ขาย โดยจะดูจากความแน่นอนของปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ลดได้และต้นทุนของเทคโนโลยีที่ใช้ในการดำเนินโครงการ

"คาร์บอนเครดิต"  จึงกลายเป็นธุรกิจซื้อขายที่มีแนวโน้มทำเงินในอนาคต รัฐบาลไทยจึงได้ออกพระราชกฤษฎีกา "จัดตั้งองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ Thailand Greenhouse Gas Management Organization (Public Organization) "  เรียกย่อว่า อบก.หรือ "TGO" ขึ้นเพื่อเป็นศูนย์กลางข้อมูลและดูแลการซื้อขายคาร์บอนเครดิตของประเทศไทยมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2550 

 

โดย  เพ็ชรชะรัชต์  เงินมา